ลูกเสือวิสามัญ บันทึกความทรงจำของท่านสว่าง สุขัคคานนท์

ลูกเสือวิสามัญ บันทึกความทรงจำของท่านสว่าง สุขัคคานนท์

ลูกเสือวิสามัญแห่งประเทศไทย

บันทึกความทรงจำของท่านอาจารย์สว่าง สุขัคคานนท์

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ 2506 เวลา 15.00 น. ณ ศาลาเกาะลอย สวนลุมพินี ซึ่งในขณะนั้นยังคงมีค่ายฝึกอบรมผู้บังคับบัญชาลูกเสือจังหวัดพระนคร ผู้อำนวยการ อาจารย์ใหญ่ ครูใหญ่ ผู้แทนวิทยาลัย โรงเรียนอาชีวศึกษาชั้นสูง สังกัดกรมอาชีวศึกษาในจังหวัดพระนคร ธนบุรี 22 แห่ง ได้มาประชุมกัน โดยมีท่านปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (นายอภัย จันทวิมล) เป็นประธาน และมีท่านอธิบดีกรมพลศึกษา (กอง วิสุทธารมณ์) ท่านรองอธิบดีกรมพลศึกษา (อดุล สุวรรณบล) ท่านรองอธิบดีกรมอาชีวศึกษา (ระบิล สีตะสุวรรณ) ผู้อำนวยการกองโรงเรียนพาณิชย์และอุตสาหกรรม (วัชระ เอี่ยมโชติ) และท่านหัวหน้ากองลูกเสือ (สว่าง วิจักขณะ) เข้าร่วมประชุม

 ท่านประธานกล่าวเปิดประชุมแสดงความขอบใจผู้มาร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพียง กับชี้แจงว่าวิทยาลัยโรงเรียนอาชีวต่าง ๆ มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กำลังสนใจอยู่เป็นอย่างมาก ในการประชุมผู้บังคับบัญชาลูกเสือนานาชาติแห่งภาพตะวันออกไกล ครั้งที่ 3 (3 rd. Far East Regional Scout Conference) ซึ่ง ฯพณฯ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เปิดประชุมเสร็จแล้วท่านได้ปรารภกับเจ้าหน้าที่ลูกเสือผู้ใหญ่แสดงความห่วงใยเกี่ยวกับความประพฤติของนักเรียนเหล่านั้นขึ้น

 แต่เดิมลูกเสือไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า (ร.6) ทรงพระราชทานกำเนิดขึ้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2454 นั้น มีระบบการฝึกอบรมตามแบบเป็นของเราเอง แต่ในปัจจุบันผิดแผกไปกว่าเดิมมาก  ประเทศต่าง ๆ ที่นิยมการลูกเสือรวมทั้งประเทสไทย ได้ยึดระบบการฝึกอบรมตามหลักสูตรกิลเวลล์ ปาร์ค (Gilwell Park) แห่งประเทศไทย เพราะเป็นที่ยอมรับทั่วกันว่าเป็นวิธีการฝึกอบรมที่ดีที่สุด มีวิธีการฝึกอบรมใหม่ ๆ แผลก ๆ ลูกเสือจะได้รับความรู้และความสนุกสนานไปในตัว เขาแบ่งการฝึกเป็นขั้น ๆ ตามวัยของเด็ก คือ

ก. ลูกเสือสำรอง (Cub) อายุ 7 - 11 ปี เหมาะสำหรับโรงเรียนประถมศึกษา
ข. ลูกเสือสามัญ (Scout) อายุ 11-15 ปี ควรตั้งในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น
ค. ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ (Senior Scout) อายุ 15-17 ปี เหมาะสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย
ง. ลูกเสือวิสามัญ (Rover Scout) อายุ 17-23 ปี ควรตั้งในโรงเรียนอุดมศึกษา อาชีวศึกษาชั้นสูง เทคนิคฝึกหัดครู และมหาวิทยาลัย

"เฉพาะลูกเสือวิสามัญ Rover Scout ยังมิได้จัดตั้งขึ้นในประเทศไทย แต่ก็ได้ส่งครูอาจารย์ของเรา 4 ท่าน เจ้าหน้าที่จากกองการลูกเสือ 2 ท่าน มีนายพา ไชยเดช  นายบุญยัง ทรวดทรวง  นายเจริญ อ่วมประยูร  นายสง่า เล็กเลอพงศ์ ได้เข้ารับการฝึกอบรมขั้นผู้บังคับบัญชาฯ ณ ประเทศมาเลเชีย เมื่อปี พ.ศ. 2504 บัดนี้เรา(ท่านประธาน) ประสงค์จะตั้งกองลูกเสือวิสามัญ Rover Scout ขึ้นในวิทยาลัย โรงเรียนอาชีวชั้นสูง ขั้นต้นนี้จะตั้งเฉพาะในจังหวัดพระนครและธนบุรีก่อน จึงได้เชิญท่านทั้งหลายมาหารือ ขอให้ทุกคนเข้าใจเสียก่อนว่า มิใช่มีการบังคับ โปรดพึงระลึกไว้ว่าการลูกเสือนั้น เป็นงานที่ทำด้วยความสมัครใจ ต้องเสียสละทั้งกำลังกาย เวลา และกำลังทรัพย์โดยไม่ได้อะไรตอบแทนเป็นสินจ้างรางวัล คนที่เข้ามาทำงานลูกเสือนั้นเข้ามาทำด้วยอุดมคติ มีบางคนไม่เข้าใจอุดมการณ์ได้วิจารณ์ว่าทำไมผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งทางการสูง จึงต้องมาสวมกางเกงขาสั้นแบบเด็ก คำตอบอาจเป็นว่าการกระทำเช่นนั้นทำด้วยการเสียสละอย่างยิ่ง เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็ก ให้เด็กรู้จักเคารพในเครื่องแบบ เคารพตัวเอง มีความภาคภูมิใจที่ผู้ใหญ่ก็เป็นพวกเดียวกับเขา ท่านผู้ใหญ่เหล่านี้ก็คงมุ่งหวังที่จะช่วยดูแล ซึ่งสอนอบรมให้เด็กเติบโตขึ้นฐานะพลเมืองดี พร้อมที่จะรับภาระรักษาบ้านเมืองของเราให้เป็นของไทยดังเช่นบรรพบุรุษได้สละมาแล้ว ถ้าเราไม่ช่วยกันคนละไม้ละมือ ทำให้เด็กไทยเป็นคนดีแล้วใครที่ไหนเล่าจะมาทำให้เรา..."

ท่านประธานได้สอบถามผู้แทนวิทยาลัย โรงเรียนต่าง ๆ ถึงความสมัครใจเป็นรายบุคคลจนครบถ้วน ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้

  1. จัดตั้งกองลูกเสือวิสามัญขึ้นในวิทยาลัย โรงเรียนอาชีวศึกษาทุกแห่ง (เฉพาะจังหวัดพระนคร ชลบุรี ก่อน)

  2. ให้โรงเรียนรับสมัครนักเรียนเป็นลูกเสือวิสามัญ (เฉพาะผู้ที่เลื่อมใสจริง ๆ ) แห่งละ 1 กอง ตามที่ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ กล่าวไว้ว่า ผู้กำกับลูกเสือคนหนึ่งจะอบรมสั่งสอนลูกเสือได้ดี ไม่เกิน 32 คนตามวิธีการผู้กำกับลูกเสือต้องให้การอบรมสั่งสอนเด็กเป็นรายตัว จึงจะได้ผลดี

  3. ขอให้ผู้อำนวยการ อาจารย์ใหญ่และครูใหญ่ คัดเลือกครูที่สมัครใจอีกแห่งละ 2 ท่าน เข้ารับการอบรมวิชาผู้บังคับบัญชาลูกเสือวิสามัญ ขั้นความรู้เบื้องต้น เพราะการจัดตั้งกองลูกเสือวิสามัญนั้น จะต้องมีผู้บังคับบัญชาลูกเสือที่ได้รับการฝึกอบรมขั้นความรู้เบื้องต้น (P.T.C.) เป็นอย่างน้อย และจะต้องมี ”คูหา” (Den) ก่อน

   4. กำหนดวันอบรม วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม 2506 ณ ทางเข้าเกาะลอย สวนลุมพินี

เวลา 08.00 น. ของวันจันทร์ที่ 18 มีนาคม 2506 ณ ทางเข้าเกาะลอย สวนลุมพินีร ถยนต์ชนิดต่าง ๆ ทั้งส่วนตัวและส่วนโรงเรียน มากกว่า 22 คัน รับส่งบรรดาลูกเสือใหม่ ซึ่งมีทั้ง “หนุ่มน้อย” และ “หนุ่มแน่น” วุฒิก็มีตั้งแต่ปริญญาเอก ลงมาจนถึง 35 ดีกรี บางท่านก็มีครอบครัว คนใช้ขนสัมภาระ อาหารมาส่งเสีย ดูก็หนึ่งว่าลูกเสือเหล่านั้นจะไปอยู่เกาะตะรุเตา ไม่ใช่เกาะลอย สวนลุมพินี กิริยาท่าทางของแต่ละท่านก็แตกต่างกันบางท่านท่าทางเหนียม ๆ ที่เข้ามาอยู่ในเครื่องแบบที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน บางท่านก็วางท่าทางขึงขังองอาจอย่างลูกเสือ (มิใช่พยัคฆ์ร้าย 707) เมื่อถูกเพื่อน ๆ ชมว่า “แหม อาจารย์แต่งเครื่องแบบลูกเสือขึ้น (Smart) ดีจริงครับ” เท่านั้นท่านผู้ถูกชมก็ทำท่าราวกับว่าหน้าอกผาย และยืดตัวสูงขึ้นไปอีก 9 นิ้ว ท่าที่ทำความเคารพซึ่งกันและกันก็มีทั้งยกมือวันทยาหัตถ์แบบทหาร บ้างก็ใช้เพียงสองนิ้วแตะที่ขมับบ้าง มีอย่างเดียวเท่านั้นที่เหมือนกันทุกคน ก็คือความยิ้มแย้มแจ่มใส ทุกคนร่าเริงสรวลเสเฮฮาเวลาการอบรม

ท่านรองอธิบดีกรมพลศึกษา (สว่าง วิจักขณะ) ขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าการกองลูกเสือ ให้สัญญาณนกหวีดเรียกพวกเราเข้าแถวที่หน้าศาลาเกาะลอย เรียกชื่อแบ่งเป็นหมู่ แล้วมอบไม้พลอง มีธงเครื่องหมายหมู่ ช้าง เสือ งูเห่า กระทิง นกอินทรี เหยี่ยว ให้พวกเราปลดผ้าพันคอเดิม แถบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สายนกหวีดออก ท่านบอกว่าเราทุกคนเข้ามารับการฝึกอบรมลูกเสือ ทุกคนจะต้องคิดและระลึกว่า “เราทั้งหลายเป็นพี่น้องกันเท่านั้น” ต่อจากนั้น ได้รับการสั่งสอนถึงการแต่งกาย เปลี่ยนผ้าผูกคอเป็นสีกรมท่า วิธีทำความเคารพ การกลัดกระดุม การคาดเข็มขัด การผูกเชือกหมวกปีก การพับผ้าผูกคอ การจับมือแบบลูกเสือ เราชักจะสำนึกขึ้นมาแล้วสิว่า “เราเป็นลูกเสือขึ้นมา 5%”

  เวลา 08.30 น. ท่านรองประธานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ (ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) สั่งให้เรียกแถวหมู่บนเนินรอบเสาธง เป็นรูปครึ่งวงกลม เบื้องหลังเสาธงออกไปเป็นแถวของท่านวิทยากรผู้ฝึกสอนของเรา หัวหน้าหมู่ 1-2 ออกไปชักธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา หัวหน้าหมู่ 3 นำร้องเพลงชาติและนำสวดมนต์ หลังจากถอดหมวกสงบนิ่ง เคารพระลึกพระคุณแบบท่านผู้มีอุปการะแก่การลูกเสือแล้วท่านเลขาธิการคณะกรรมการบริหารฯ (อธิบดีกรมพลศึกษา) กล่าวเชิญท่านประธานให้โอวาทซึ่งคณะลูกเสือวิสามัญซาบซึ้งตรึงอยู่ในดวงใจแน่นสนิทจนถึงวันนี้

“ประวัติการลูกเสือแห่งชาติ จะบันทึกว่าลูกเสือวิสามัญเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทยในวันนี้และตั้งแต่บัดนี้ท่านทั้งหลายจะเป็นผู้ทำการบุกเบิก Pioneer วางรากฐานลูกเสือวิสามัญแห่งประเทศไทยต่อไป”  เมื่อจบโอวาทได้แนะนำให้รู้จักกับคณะผู้ฝึกสอนแก่เราทุกคน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายอับดุล กาเดอร์ (Mr. Ubdul Kader) ผู้ตรวจการลูกเสือแห่งภาคตะวันออกไกล ท่านผู้นี้ได้เอาใจใส่ฝึกฝนอบรมคณะผู้บังคับบัญชาลูกเสือวิสามัญตลอดมาและทุก ๆ รุ่น

  3 วันแห่งการอบรมวิชาผู้บังคับบัญชาลูกเสือวิสามัญขั้นความรู้เบื้องต้น P.T.C. (Pretiminary Training Course) พอที่จะทำให้พวกเราทั้ง 65 ท่าน มีความสำนึกในคุณค่าของขบวนการลูกเสือพอตัว ที่ชัดแจ้งก็คือ เราออกจากค่ายฝึกอบรมในวันสุดท้าย มันแตกต่างเมื่อวันแรกของการเข้าไปสู่ค่ายมาก ความเหนียวอายที่เรามีในวันก่อนไม่มีเหลืออยู่อีกแล้ว เราออกจากค่ายด้วยความภาคภูมิใจ “เครื่องแบบลูกเสือเป็นเครื่องหมายแสดงให้ผู้อื่นที่เข้าใจรู้ว่าเราได้เพิ่มความเป็นคนให้แก่ตนอีก 40 %”

  4 มิถุนายน 2506 เราทุกคนได้มาพร้อมกัน ณ สถานที่เดิมอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้พอมาถึงก็ได้รับหมวกทรงอ่อนสีเขียว สายรัดถุงเท้ามีพู่สีแดง อินธนูเป็นสีเขียว เอาอีกแล้วหลายคนบ่นว่า เอนี่มันเครื่องแบบอะไรกันหนอ ลองนึกเทียบเคียงก็ให้รู้สึกว่าคล้าย ๆ ตัวลิเกเข้าไปแล้วปะไร หลังจากประกอบพิธีรอบเสาธงแล้ว จึงค่อยอุ่นใจขึ้นที่รู้ว่าที่เราแต่งนั้นคือเครื่องแบบลูกเสือวิสามัญ ตอนค่ำรถมาขนเราไปวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เข้านมัสการพระพุทธรูปในพระอุโบสถ สักการะพระรัตนตรัย ขอรับพระโอวาทและน้ำพระพุทธมนต์จากองค์สมเด็จพระสังฆราช แต่ทรงประชวร ท่านเจ้าคุณสุธรรมธีรคุณแทน ออกจากพระอุโบสถก็ได้รับคำสอบถามตัวเองถึงการที่จะเข้าสู่สมาชิกสภาพของขบวนการลูกเสือวิสามัญ เรานั่ง พิจารณาสำรวจตนเอง Vigil หรือ self examination ด้วยอารมณ์สงบ เวลา 1 ชั่วโมง เสร็จพิธีกลับมาค่ายเกาะลอย ลุมพินี เข้าสู่พิธีปฏิญาณตนเข้าเป็นลูกเสือวิสามัญ หลายคนบอกว่ารู้สึกซาบซ่านไปทั่วขุมขนเมื่อยกมือทำสัญลักษณ์ปลายมือซ้ายแตะด้ามธงจำลองคณะลูกเสือแห่งชาติ กล่าวคำปฏิญาณ ภาคภูมิใจเมื่อท่านผู้ก่อกำเนิดได้ประดับแถบสีที่ต้นไหล่ซ้าย ทั้งได้ทราบความหมายของสีต่าง ๆ นั้น บัดนี้ เราทั้ง 65 คนเป็นลูกเสือวิสามัญรุ่นแรก ไปถวายบังคมพระบรมรูป สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ซึ่งสถิตอยู่หน้าสวนลุมพินี ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงพระราชทานกำเนิดลูกเสือไทย รุ่งขึ้นมีการประชุมแต่งตั้งกรรมการคณะลูกเสือวิสามัญ การกลับบ้านของพวกเราคราวนี้อิ่มเอมใจ ใคร ๆ ทักว่า เฮ้! นั่นติดโบว์อะไรคล้ายลิเก เราตอบชี้แจงให้เขาเหล่านั้นรู้ถึงความหมายด้วยความทรนง

วันที่ 12-19 กันยายน 2506 เดินทางมา ณ ศูนย์ฝึกอบรมลูกเสือแห่งชาติ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี  เข้ารับการฝึกอบรมขั้นวุฒิแบดจ์  (Rover Wood Badge)  เป็นที่น่าเสียใจว่าคราวนี้ขาดเพื่อน Rover ไปถึง 9 คน คงเข้ารับการฝึกอบรมเพียง 56 คน ป่วยกลับในระหว่างอบรมเสีย 1 ท่าน

กิจกรรมที่เราปฏิบัติงานใหญ่ ๆ ทุกครั้งที่ทางการขอมาหรือกิจกรรมที่เป็นงานใหญ่ เรามีการประชุมหารือวางแผนการ “Crew meeting”  ณ ศูนย์ลูกเสือวิสามัญช่างก่อสร้างอุเทนถวายทุกคราว เรามีการประชุมหารือพบปะกัน ที่ศูนย์ทุกวันพฤหัสบดีต้นเดือนของทุกเดือนเป็นประจำ คงปฏิบัติตามอุดมคติของลูกเสือวิสามัญ  บริการ เดินทางไกล อยู่ค่ายพักแรม เป็นกิจประจำเมื่อหยุดเรียนทุก ๆ ภาค “บริการ” สำคัญ ๆ ที่เราได้กระทำและเป็นผลดี

  1. การสวนสนามในวันลูกเสือและแสดงกิจกรรมลูกเสือวิสามัญตลอดมา ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2506

  2.  วันที่ 23-24 พฤศจิกายน ออกบริการตามสถานที่ต่าง ๆ ในวันที่ 25 พฤศจิกายนของทุกปี เราสละโลหิตให้ที่กรมแพทย์ทหารบกและสภากาชาดไทย อุทิศถวายพระมงกุฎเกล้าฯ ปีละ 200 คนทุกปีมา

  3. จัดการประชุมคณะผู้บังคับบัญชาลูกเสือทั่วราชอาณาจักร (Indaba) เมื่อ 26 ตุลาคม 2508

  4. เป็นศูนย์ดำเนินการสร้างค่ายถนนหนทางในงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 4 เริ่มแต่ 3 กันยายน ถึง 1 ธันวาคม 2508

  5. ลูกเสือวิสามัญรุ่น 1 บริจาคเงินส่วนตัวสร้าง Rover Den ณ ค่ายลูกเสือวิสามัญ ด้วยเงิน 3,500 บาท

  6. ลูกเสือวิสามัญ กอง 1 ช่างก่อสร้างอุเทนถวาย กอง 2 ช่างก่อสร้างดุสิต กอง 9 ช่างกลปทุมวัน กอง 10 ราชสิทธาราม ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคอีสาน และหนองคายในนามคณะลูกเสือราชประชานุเคราะห์ กอง 1  ไป 2 คราว เวลาเกือบ 2 เดือน

   7. ช่วยเก็บบัตรผ่านประตูงานเอเชียนเกมส์ 12 วัน วันละ 500 คน 

 

 

Add comment

Security code
Refresh