ข้าวจี่ : ห้องเรียนรอบกองไฟ

ข้าวจี่ : ห้องเรียนรอบกองไฟ

ลมหนาวพัดมาเยือนอีกครั้ง ทั่วทิศในถิ่นไทย อากาศเย็นลง ตามชนบทห่างไกล เมื่ออากาศหนาวมาเยือน คนเฒ่าคนแก่ จะสุ่มกองไฟที่ลานบ้าน ลูกหลานจะมารวมตัวกันผิงไฟไล่ความหนาว ไม่ได้นอนซุกผ้านวมเหมือนคนเมือง เพราะผ้านวมที่มีนั่นคงไม่อาจทานความหนาวของสายลมได้ เมื่อมีการพูดคุย ก็ย่อมมีของกิน เป็นกับแกล้ม ฟังเรื่องเล่าจากกองไฟ คนเฒ่าคนแก่ จะสอนลูกหลาน ถ่ายทอดประสบการณ์ที่คึกคะนองของตนเองในยามเมื่อวัยรุ่น คนรุ่นพ่อแม่ก็จะปิ้งข้าวเหนียวที่นึ่งสุกใหม่ๆ ทาด้วยไข่ไก่สดๆ ที่แอบหยิบมาจากรังไก่ใต้เล้าข้าว กลิ่นข้าวจี่หอมฟุ้ง ยั่วน้ำลาย แต่ละบ้านจะดูเหมือนมีการชุมนุมรอบกองไฟ เป็นที่สนุกสนาน

ข้าวจี่ คือ อาหารที่มาคู่ ลมหนาว เป็นอาหารที่ทำได้ง่าย และถือเป็นอาหารหลักของชาวอีสาน และผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวอีสานมาเนิ่นนาน  ข้าวจี่นั้น ตามที่ได้ฟังจากคนรุ่นปู่รุ่นย่า ได้แบ่งประเภทข้าวจี่ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ข้าวจี่ใจร้อน และข้าวจี่ใจเย็น 

ข้าวจี่ใจร้อน คือ ข้าวจี่ที่เร่งรีบในการย่างไฟ เพื่อให้ทันเวลาในการเดินทางไปทำงานในนา สาเหตุที่เรียกว่าข้าวจี่ใจร้อน เพราะการทำจะเขี่ยถ่านไฟในเตาให้แดง แล้วนำข้าวที่ปั้นเป็นก้อนแบนๆ วางลงไปบนถ่านไฟโดยตรง แล้วรีบพลิกกลับด้านไปมา โรยเกลือหรือน้ำปลา แล้วก็ย่างต่อ พลิกกลับสองถึงสามที ก็เสร็จ ห่อเป็นกับข้าวให้กับพ่อบ้านหรือลูกชาย เป็นเสบียงไปทำนาในตอนเช้า ซึ่งอาจจะมีไหม้บ้าง สีไม่สวยบ้าง แต่ก็พอรองท้องแก้ขัดได้

 ข้าวจี่ใจเย็น คือข้าวจี่ที่ย่างไฟอย่างปราณิต นำข้าวเหนียวมาปั้นใส่ไม้ไผ่ อาจจะทำเป็นก้อนกลมๆ หรือแบนก็ได้ ย่างบนเตา คล้ายกับการปิ้งปลา ค่อยๆ หมุนไม้ให้ข้าวเหนียวโดนความร้อน จนเหลืองสุกน่ากิน อาจจะโรยเกลือหรือน้ำปลา หรือชุบกับไข่ดิบ ย่างจนเหลืองน่ากิน ไม่รีบ ย่างไป คุยกันไป กินไปเรื่อยๆ ส่วนมากจะเป็นปู่ย่าตายาย ทำให้หลานๆ กินรอบกองไฟ

 การถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ จากคนเฒ่าคนแก่ จะเล่าผ่านการจี่ข้าว ต้นกำเนิดของบรรพบุรุษจะถูกถ่ายทอดออกมาจากวงล้อมข้าวจี่ ผมจำได้เรื่องเล่าเรื่องหนึ่งจากคุณตาในคราที่ผมเป็นเด็กตัวเล็กๆ ไปล้อมวงรอกินข้าวจี่ ซึ่งมีหลานๆ หลายคนที่รอข้าวจี่จากคุณตา เพราะข้าวจี่ที่คุณตาจี่นั่นจะหอม สีเหลืองสวยงามกว่าคนอื่นๆ คุณตาเล่าว่า การจี่ข้าวเป็นการพิสูจน์ใจคน ถ้าอยากรู้ว่าคนนั้นเป็นคนยังไงให้สังเกตจากการจี่ข้าว 

คนใจร้อน  จะจี่ข้าวด้วยไฟแรง อยากให้สุกเร็วๆ ทำให้บางครั้งข้าวจี่ก็จะไหม้ก่อนที่จะสุก บางครั้งก็ไม่สุกก็กินซะก่อน คุณตาบอกว่าคนลักษณะเช่นนี้ มักจะทำอะไรไม่สำเร็จ

คนใจเย็น  คนลักษณะนี้ จะจี่ข้าวแล้วมักจะไหม้ เพราะด้วความใจเย็น ไม่ค่อยจะพลิกกลับปั้นข้าว ทำให้ข้าวจี่ไหม้เสียส่วนมาก คนแบบนี้ก็มักจะทำอะไรไม่ทันชาวบ้านเขา เพราะใจเย็นเกินไป

คนมักง่าย  คนประเภทนี้จะสังเกตได้จากลักษณะของปั้นข้าวเหนียวที่มาจี่ มักจะไม่สวยงาม บิดเบี้ยว หรือไม้ที่นำมาเป็นแกนสำหรับเสียบก็จะอันเล็ก ปิ้งข้าวไปสักพัก ก็จะไหม้หักก่อนที่ข้าวจี่จะสุก

คนที่รู้กาลเทศะ  คนประเทศนี้มีกจะเป็นคนที่จี่ข้าวได้หอม น่ากิน สุกพอดี เพราะเขาจะสังเกตไฟ ว่าไฟแรงหรือไฟอ่อน ควรพลิกข้าวช้าวหรือเร็ว ปราณิตในการปั้นข้าว 

คุณตาบอกว่า เราควรจะคบคนที่รู้กาลเทศะ เพราะจะทำให้เราดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง ชีวิตถึงจะมีความสุข แต่เบื้องหลังคำสอนเหล่านั้น ผมแอบมาคิดเองภายหลังว่า คุณตา คงจะสอนให้เราเป็นคนที่รู้กาลเทศะ ทำอะไรให้เป็นไปตามสถานการณ์ และทำตัวให้ถูกต้อง จึงจะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

Add comment

Security code
Refresh